หมู่บ้านน่าอยู่^^
|
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
บ้านโคกยาว
(Ban Khok Yao)
ข้อมูลทั่วไป
ประวัติโดยสังเขป ( History Of Ban Khok Yao )
บ้าน โคกยาว ต.ทรายมูล อ.ทรายมูล จ.ยโสธร ตามการบอกเล่าทราบว่าตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2417 โดยพ่อแสงเพ็ง ซึ่งเดิมตั้งอยู่บ้านทรายมูล ต่อมาได้ย้ายมาตั้งหมู่บ้านโคกยาวขึ้น บ้านโคกยาว ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอทรายมูล ขึ้นไปทางทิศเหนือ ประมาณ 6 กิโลเมตร ติดกับวารีราชเดช
(ถนนสายยโสธร – อำเภอเลิงนกทา) บ้านโคกยาวแบ่งการปกครองออกเป็น 2 หมู่บ้าน มีครัวเรือนอยู่ สองร้อยกว่าครัวเรือน ( ข้อมูลเมื่อ พ.ศ.2538 ) มีวัด 1 แห่ง ชื่อวัดบ้านโคกยาว มีโรงเรียน 1 แห่ง ชื่อโรงเรียนชุมชนบ้านโคกยาว ชาวบ้านมีอาชีพทำนาเป็นหลัก นับถือศาสนาพุทธ มีอุปนิสัยรักความสงบ รักสามัคคี รักศักดิ์ศรีของตนเอง อยู่ในศีลธรรม อันดีงามอันดีงาม มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น เมื่อจะกล่าวถึงหลักแห่งความเจริญก็จะกล่าวได้ว่า "ชาวบ้านมีศรัทธามั่นคง พระสงฆ์มีความดี มีศีลธรรม เป็นผู้นำในการพัฒนา
นำมาซึ่งความเจริญ "
สถานที่สำคัญ
วัดบ้านโคกยาวเป็นสถานที่ ที่สำคัญของชาวบ้านมากๆ เพราะเป็นที่อบรมจิตใจให้ผ่องใส่ เป็นการทำให้ชาวบ้านมารวมตัวและอุทิศส่วนกุศล ทำบุญร่วมกัน และทุๆวันพระก็จะมี ชาวบ้านมาบวชชี รักษาศีลอีกด้วย
ชมภาพ
บรรยากาศวัดบ้านโคกยาวกันนะค๊าาา
ศาลาในการประกอบพิธีทางศาสนาค่ะ
โบสถ์สวดมนต์ค่ะ
มาเที่ยวชมกันเยอะน๊าค่าาาา
ประตูทางเข้าวัดค่ะ ติดถนนใหญ่หลักการสังเกตุง่ายๆ
หอระฆัง
งานประเพณีที่สำคัญ
ตาม ประเพณีแล้ว บุญบั้งไฟได้ถูกจัดขึ้นในเดือนหกของลาว ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวลาวได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุ คน บุญบั้งไฟเป็นบุญประเพณีที่มีความสำคัญมายาวนานแม้ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลย ไป บุญบั้งไฟยังเป็นเครื่องหมายของความสามัคคีและมิตรภาพ และถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการขอฝนและต่อสู้กับความแห้งแล้ง ถึงแม้ว่าความเชื่อถือด้านเทวดาผู้ซึ่งเป็นเจ้าแห่งฝนในปัจจุบันได้ลดน้อย กว่าในสมัยก่อน แต่ชาวลาวยังคงยึดถือจารีตประเพณี ดั้งเดิมนี้ ด้วยการสืบทอดจากการเตรียมบุญบั้งไฟขึ้นในทุกๆปีก่อนฤดูเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการจัดเตรียมบั้งไฟต่างๆของบุญนี้ ประเพณีต่างๆทางศาสนาพุทธ เช่น การสูตรรดน้ำมนต์ โดยเจ้าอาวาสวัดยังได้ถูกจัดขึ้นพร้อมๆกัน บุญบั้งไฟเป็นบุญประเพณีที่มีความหมายว่า ชาวไร่ชาวนาได้ทำการบูชาขอฝนจากพระยาแถน นอกจากนี้แล้วบุญบั้งไฟยังเป็นวิธีเดียวที่มนุษย์ใช้สื่อสารกับเทวดาเพื่อ เป็นการขอฝน
ประเภทของบั้งไฟ
บั้งไฟมี 2 ประเภท
ประเภทที่ 1 ได้แก่ บั้งไฟที่ไม่มีหาง เช่นบั้งไฟพุ บั้งไฟพะเนียง บั้งไฟตะไล บั้งไฟดอกไม้
บั้งไฟโครงขาว บั้งไฟม้า
ประเภทที่ 2 ได้แก่ บั้งไฟที่มีหาง ซึ่งแบ่งเป็น 4หมวดหมู่ดังนี้
๑. บั้งไฟน้อย เป็นบั้งไฟที่มีขนาดเล็กบั้งไฟชนิดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อเสี่ยงทายดูว่าฝนจะตก
ต้องตามฤดูกาลหรือไม่ ถ้าหากว่าบั้งไฟถูกยิงขึ้นไปสูงสุดหมายถึงฝนจะดี
๒. บั้งไฟร้อย เป็นบั้งไฟที่บรรจุดินปืนน้อยกว่า 12 กิโลกรัม ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขัน
๓. บั้งไฟหมื่น เป็นบั้งไฟที่บรรจุดินปืนระหว่าง 12 – 119 กิโลกรัม
๔. บั้งไฟแสน เป็นบั้งไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งบรรจุดินปืน 120 กิโลกรัม
การแห่บั้งไฟ
พิธี แห่บั้งไฟเป็นอีกพิธีหนึ่งที่มีความหมายและครึกครื้นที่สุดของประเพณีบุญ บั้งไฟ ชาวบ้าน
จะมารวมตัวกันร้องรำทำเพลงฟ้อนเซิ้งกันไปอย่างสนุกสนานในขบวนบั้งไฟ ของพวกเขาและแห่
ไปยังจุดเป้าหมายเพื่อยิงบั้งไฟ
ประวัติความเป็นมาของบั้งไฟ – พญาคันคาก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีพระยาแถนซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ทรงอิทธิพลที่พำนักอยู่ บนสวรรค์และ
เกลียดชังทุกชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ พระองค์เกลียดชังทุกชีวิตเพราะว่ามวลมนุษย์ไม่เคยมี
ความพอใจ เมื่อใดที่ฝนตกมนุษย์ก็จะด่าและเมื่อใดที่ฝนแล้งมนุษย์ก็จะด่าอีกเช่นกัน เข้าทำนองที่ว่า
ฝนตกก็ฝนแล้งก็ด่า ดังนั้น พระยาแถนจึงได้สั่งฝนไม่ให้ตกลงมาบนโลกมนุษย์อีก เป็นเวลานานถึง 7 ปี
7 เดือน 7 วัน ก่อให้เกิดภัยแห้งแล้งอันรุนแรงมวลมนุษย์ได้รับความทุกข์ทรมานและล้มตายเป็น
จำนวนมาก ในขณะนั้น พระยาโพธิสาร ซึ่งเป็นเทวดาอีกองค์หนึ่งที่มีอิทธิพล ได้เสด็จลงมายัง
โลกมนุษย์และกำเนิดเป็นพญาคันคาก ด้วยบุญบารมีที่สั่งสม พระองค์ได้มีอิทธิพลต่อเพื่อนพ้อง
ต่างๆ ทุกคนจึงได้ร้องขอให้พระองค์ช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากภัยแห้งแล้ง อันโหดร้ายดังกล่าว
พญาคันคากจึงได้เรียกมาชุมนุมกัน เพื่อรวมพลังในการต่อสู้ทั้งมนุษย์และฝูงสัตว์ต่างๆ กับพระยาแถน “มันเป็นวิธีเดียว ที่จะรู้ว่าใครมีพลังอำนาจมากกว่ากัน” พระองค์กล่าวพญานาคนำกองทัพแรก บุกขึ้นไปสู้กับพระยาแถนบนสวรรค์ จนถูกฟันบาดเจ็บหลายรอยจากดาบของกองทัพพระยาแถน เหตุนั้นพญานาคจึงมีหงอนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
กองทัพที่สองถูกสั่งให้ไปต่อสู้กับพระยาแถน คือ กองทัพของฝูงตัวต่อซึ่งถูกฟันบาดเจ็บด้วยดาบของพระยาแถนจนเกือบเอวขาด ด้วยเหตุดังนั้นตัวต่อจึงมีเอวที่กิ่ว
เมื่อมาครั้งที่สาม ฝูงสัตว์ที่ได้รับมอบหมาย ให้พญาคันคากเป็นจอมทัพ โดยพระองค์ได้วางแผนยุทธวิธีรบแบบใหม่เป็นหลายขั้นตอน
ขั้นตอนแรก คือ การส่งกองทัพด้วงขึ้นไป เพื่อกัดกินก้านอาวุธของกองทัพพระยาแถน เช่น ก้านหอก ก้านดาบต่างๆ
ขั้นตอนที่สอง คือ การส่งกองทัพแมงป่อง ขึ้นไปซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าที่ใช้ใส่สู้รบของกองทัพพระยาแถน พร้อมทั้งส่งตะขาบไปซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ กองฟืน มุมอับของห้องครัวของกองทัพ เมื่อพวกเขาเห็นกองทัพพญาคันคากบุกเข้ามาในสวรรค์ กองทหารของพระยาแถนจึงรีบร้อนสวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้ารบซึ่งได้ถูกบรรดาแมง ป่องที่ซ่อนอยู่ภายในขบกัด เมื่อพวกเขาคว้าเอาอาวุธ ก็พบว่า บรรดาอาวุธสู้รบได้หักพัง เมื่อคว้าหาท่อนฟืน ก็ถูกตะขาบกัด กองทหารของพระยาแถนจึงแตกตื่นและวิ่งหนีอย่างวุ่นวายไปในทิศทางต่างๆ ในขณะนั้น กองทัพของพญาคันคาก จึงได้บุกโจมตีพวกเขาจนปราชัย พระยาแถนได้ถูกบังคับให้ยอมตกลงตามข้อเรียกร้องต่างๆ ดังนี้
1. เมื่อพระยาแถนเห็นบั้งไฟยิงขึ้นบนท้องฟ้า ต้องสั่งให้ฝนตกลงมาบนพื้นดิน
2. เมื่อได้ยินเสียงกบและเขียดร้องนั้น หมายความว่าฝนได้ตกลงมาบนพื้นดินโลกมนุษย์แล้ว
3. เมื่อ ได้ยินเสียงว่าวและขลุ่ย ต้องสั่งให้ฝนหยุดตก ด้วยเหตุนั้น ในทุกๆ เดือนหกชาวลาวจึงได้จัดบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการขอฝน ภายหลังการปักกล้าดำนาแล้ว กล่าวคือเมื่อข้าวสุกเหลืองเต็มทั่วท้องนา จึงมีการปล่อยว่าว เป่าขลุ่ยด้วยความสนุกสนาน
มาเที่ยวชมบ้านโคกยาว ตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล
จังหวัดยโสธร กันเยอะๆนะคะ
มีอะไรมากมายน่าสนใจอีกเยอะแยะเลยค่ะ
edit











สวยงามมมมมมมม
ตอบลบงุงิมิมิ
ตอบลบรักน๊าาาา
ตอบลบตรวจแล้วค่ะ งานครบแล้วนะคะ
ตอบลบ